Architect
04:29
ครองศักดิ์ จุฬามรกต
สถาปนิกผู้สร้างสรรค์ธรรมชาติผ่านลายเส้นดินสอ
และหยั่งรากสิ่งที่มีค่ามากมายไว้บนผืนแผ่นดินไทย
35 ปีก่อน ครองศักดิ์ จุฬามรกต เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ‘แปลน อาร์คิเทค’ บริษัททางด้านสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนั้น ด้วยรางวัลมากมายที่การันตีความสามารถ และจุดมุ่งหมายของบริษัทที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อสังคมเป็นหลัก ทำให้หลายคนมองเขาในฐานะสถาปนิกนักสร้างสรรค์คนหนึ่ง และสิ่งก่อสร้างมากมายไม่ได้มีแต่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นหอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์ศิลป์สิรินธร ฯลฯ
ก่อนคุยกับผู้ชายคนนี้ เรามีชุดข้อมูลเล็กๆมากมายตีกันอยู่ในหัว ‘ผู้ก่อตั้งบริษัท’ ‘สถาปนิกรุ่นใหญ่’ ‘ต้องติสท์แตก’ ... แต่ในระหว่างบทสนทนานั้น สถาปนิกรุ่นใหญ่คนนี้กลับทำให้รู้สึกถึงความธรรมดา เรียบง่าย และเป็นกันเอง อาจารย์ไม่เพียงแต่จะเล่าถึงแปลนที่เปลี่ยนไป แต่ยังเล่าถึงการพาตัวเองเข้าหาธรรมชาติ และแม่ที่เราควรนึกถึงให้มาก และถึงแม้จะไม่ได้ฝึกฝนทางด้านการเขียนรูปมาโดยตรง แต่อาจารย์ก็ได้พยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เพื่อสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์แม่’ ที่แรกของโลกบนผืนแผ่นดินไทย
ทำไมถึงเรียนสถาปัตย์
ที่บ้านอยากให้เรียนแพทย์ แต่เราไม่ชอบ เราชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่เตรียมอุดมฯ เบื่อมาก เพราะนักเรียนแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย เหมือนเกิดมาเพื่อเรียนหนังสืออย่างเดียว ก็เลยโดดเรียนเป็นประจำ ไปเข้าห้องสมุด British Council ห้องสมุดภาษาอังกฤษ ก็จะมีหนังสือศิลปะมากมาย พอได้อ่านประวัติสถาปนิกเอกของโลก เราก็ชอบ เลยตั้งใจจะเรียนสถาปัตย์ เลิกเรียนวิชาที่ไม่เกี่ยวข้อง และมุ่งสอบเข้าสถาปัตย์อย่างเดียว
แปลนอาร์คิเทคบอกว่า เป็นบริษัทที่เน้นทำเพื่อสังคม
คำว่า ทำเพื่อสังคม สำหรับสถาปนิก ความหมายของอาจารย์คืออะไร
เมื่อก่อนแปลนอาคิเตคบอกสโลแกนไว้ว่า ธุรกิจเป็นแค่ทางผ่าน เป้าหมายของเราคือการทำธุรกิจเพื่อให้ได้กำไร เอากำไรนั้นมาขับเคลื่อนสังคม เราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อธุรกิจ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อให้มีประโยชน์กับสังคม การทำเพื่อสังคมต้องเป็นชีวิตจิตใจของพนักงานในบริษัท ถ้าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น หอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์ศิลป์สิรินธร จะออกแบบให้ฟรี สร้างโรงเรียนตามที่กันดาร ช่วยเหลือมูลนิธิต่างๆ ในสมัยก่อน แปลนเป็นที่รู้จักด้วยเหตุผลนี้ พนักงานรักบริษัทมาก ดูแลกันเหมือนพี่น้อง แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะทุนนิยม แต่ละคนก็อยากมีอาณาจักรของตัวเองมากขึ้น เราก็เบื่อ เลยออกมาทำมูลนิธิ ใช้ชีวิตตามบ้านนอก 20 ปี ในเวลานี้จะมาทำพิพิธภัณฑ์แม่ก็จะสายไปซะแล้ว จะผลักดันเพื่อนก็ลำบาก จะหาคนมาช่วยก็ลำบาก ก็ถือว่าทำเท่าที่ตัวเองทำได้ อย่างน้อยก็ยังได้ลงมือทำ จะสำเร็จหรือไม่ เราไม่รู้ แต่อยากให้มันสำเร็จ อยากให้ทุกคนมาช่วยกัน ให้ทุกคนก็มีจิตวิญญาณร่วมกัน ก็จะมีสถานที่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
เริ่มวาดภาพจริงจัง
เริ่มจากวาดภาพกับดินสอ วาดเล่นๆ วาดเสร็จก็แจกคนอื่น คนก็ชอบ ในระหว่างนี้ก็ริเริ่มพิพิธภัณฑ์แม่ ก็เลยคิดว่า ลองตั้งใจวาดจริงจังสัก 50 รูป ตอนหลังใครมาขอ ก็ไม่ให้แล้ว จะเอาไว้แสดงงานนี้เพื่อทำพิพิธภัณฑ์แม่ ก็ปรึกษาทั้งศิลปินตัวจริง และผู้ใหญ่ที่อยู่ในแวดวงศิลปะ ก็เลยกล้าเอามาแสดง ตอนแรกก็ไม่มั่นใจ ว่าจะมีคนมาดู เพราะมันเป็นภาพดินสอขาวดำ เล็กๆ ธรรมดาๆ
นิทรรศการ ‘ธรรมชาติสนทนา’
จัดนิทรรศการนี้เพื่อหาเงินสนับสนุนพิพิธภัณฑ์แม่ ให้คนรู้จักโครงการนี้ เพื่อที่จะได้มาช่วยกัน ทำคนเดียวคงไม่ไหว และต้องการให้คนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ทุกคนจะได้รู้สึกเป็นเจ้าของ มีความสุขในระหว่างที่ช่วยกันทำเป็นปรัชญาในการดำเนินการ
ศิลปะกับแม่
มนุษย์เกิดขึ้นมา สัญชาติญาณแม่ก็พยายามปกป้อง เลี้ยงดู ทำทุกวิถีทาง ทำยังไงให้ลูกมีชีวิตรอด คิดเสมอว่าอะไรจะเป็นอันตรายกับลูกบ้าง ศิลปะมีความประณีต แม่ก็มีความประณีต ด้วยความรักที่ให้กับลูก จากคนที่เคยหยาบๆ ก็กลายเป็นคนประณีตด้วยความห่วงใย ศิลปะกับแม่เกี่ยวข้องกัน แม่ก็คือศิลปะ จะว่าอย่างนั้นก็ได้
ภาพวาดธรรมชาติสัมพันธ์อย่างไรกับแม่
ตั้งเรื่องราวว่าเป็นเรื่อง สนทนากับธรรมชาติ ส่งให้กวี ก็แล้วแต่ว่าเค้าจะตีความอย่างไร คนทำงานศิลปะ จะรู้ว่า ธรรมชาติเป็นแม่ของโลก เปรียบคำว่าแม่ ก็คือโลกของเรา สรรพสิ่งทั้งหลาย ธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติ ก่อให้เกิดอะไรหลายๆอย่าง
“แม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกัน มีที่มาที่ไป
ไม่ใช่ฉันก็คือฉัน อย่างค่านิยมตอนนี้
ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ใช่
คนเราเข้าใจผิดมาตลอด
คนเราเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น”
แต่ด้วยค่านิยมของระบบสังคมมันสร้างตัวตนคน แล้วทำให้สังคมเสื่อมลงตามลำดับ ศาสนาจึงพยายามส่งเสริมทางด้านจิตใจ ความคิด ให้พัฒนาไปในด้านความดีงาม เรียนรู้จากธรรมชาติ เห็นความงามในธรรมชาติ ก็เลยถ่ายทอดความคิด ออกมาเป็นการสื่อสารสักรูปแบบนึง โดยเริ่มจากภาพต้นไม้
ภาพต้นไม้รกๆ มีกิ่งไม้หล่นทับกันไปมา มีความหมายอย่างไร
มันก็มีความหมายในตัวของมันเอง มีเกิดแก่เจ็บตาย มีต้นไม้ล้ม ต้นไม้เติบโต ต้นหญ้ากำลังงอก เป็นสภาพตามธรรมชาติ เห็นถึงความไม่ยั่งยืน ให้คนดูแล้วคิดเอาเอง แล้วแต่ใครจะตีความ สิ่งเหล่านี้พบเห็นในธรรมชาติ เพียงแต่ว่าเราจะสังเกตรึป่าว ศิลปะช่วยให้คนมีความละเอียดอ่อนในการสังเกต พินิจพิจารณา มีสมาธิก็ย่อมจะพัฒนาความคิด เรียกว่าความแหลมคมของความรู้สึก ไม่กลายเป็นความหยาบ นี่คือสิ่งที่ศิลปะให้กับผู้คน
คนสมัยนี้ไม่ค่อยเข้าพิพิธภัณฑ์แล้วนะ
พิพิธภัณฑ์บางที่ทำไม่ดี ไม่มีวิธีการจัดการที่ดี นำเสนอไม่ได้เรื่อง ไม่เหมือนเมืองนอก การไปพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พิพิธภัณฑ์เป็นรูปแบบการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่เก็บของนะ อย่างพิพิธภัณฑ์แม่ ก็จะมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ใช้ศิลปวัฒนธรรมมาเป็นสื่อ ละคร บทกวี หนัง รูปปั้น สวนประติมากรรม ที่คนไปเดินดูได้ทั้งวัน เหมือนเรากลับไปสู่ธรรมชาติ กลับไปหาแม่ สร้างแรงบันดาลใจให้เราค้นหา แต่เราจะทำอย่างไร ให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะประเทศไทยเป็นที่แรกในโลกที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์แม่ คนไทยควรภูมิใจ ควรจะช่วยกันโดยธรรมชาติ คนเรามีความผูกพันกับแม่อยู่แล้ว แต่ค่านิยมความเป็นจริงในสังคม ด้วยความเข้าใจผิด ทำให้ห่างเหินกัน แม่ก็ไม่มีเวลาสอนลูก แม่ก็ต้องทำมาหากิน ลูกก็อยากเป็นในสิ่งที่ชอบ ก็เลยสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ทำให้ความผูกพันมันน้อยลง โครงการพิพิธภัณฑ์แม่ อยากก่อตั้งขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนฉุกคิดถึงแม่ ไม่ใช่ว่า ไม่สบายค่อยคิดถึงแม่ แต่ตอนสบายไปเที่ยวกับคนอื่น แต่ไม่เคยคิดถึงแม่ มันเกิดจากการมองปัญหาสังคม
อยากจะบอกคนรุ่นใหม่
ให้คิดถึงแม่เข้าไว้ ก็จะชักนำไปเรื่องที่ดีเอง ท่านพุทธทาสเคยบอกว่า โลกจะพินาศ ถ้าคนเราเห็นแก่ตัวมากขึ้น
“ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา
โลกาจะวินาศ”
พุทธทาสภิกขุ
การแบ่งปันจะช่วยรักษาโลก รักษาแม่ ท่านพุทธทาสใช้คำว่า แม่ที่คุณไม่รู้จัก นั่นก็คือโลกของเรา ถ้าเราไม่รู้จักโลก มัวแต่จะใช้สารพิษ ระเบิดถ่านหิน ไม่แบ่งปันกัน พินาศแน่นอน


0 ความคิดเห็น